เคยไหม...ที่คุณก้าวเดินไปข้างหน้า
แต่รู้สึกว่ามันเป็นการถอยหลังกลับ

เคยไหม...ที่ท้องฟ้าในโลกส่วนตัวของคุณ
กลับเปลี่ยนจากสีฟ้ามาเป็นเมฆครึ้มสีเทาหม่น
โดยไม่มีเค้าลางแห่งพายุร้าย

ทุกอย่างพัดพาคุณกลับไปสู่จุดเริ่มต้น
หรือไกลกว่านั้น...เปลี่ยนจากรอยยิ้มเป็นหยดน้ำตา
เปลี่ยนเสียงหัวเราะเป็นเสียงสะอื้นไห้
ความทุกข์เข้ามาทดแทน
วันเวลาแห่งความสุขของคุณจนหมดสิ้น

ความคาดหวังคือปัจจัยหลักของความทุกข์
ความฝันบางครั้งก็เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดทุกข์
ชีวิตคนเรามีปัญหา เพิ่มมากขึ้นตามวันเวลาที่หมุนไป

ทุกๆ วันเหมือนกับต้องตื่นขึ้นมา
เพื่อเดินเข้าไปในสมรภูมิรบ ฟาดฟันกับปัญหา
หากคุณชนะคุณก็จะเดินจากมา พร้อมความสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง
หากคุณแพ้คุณก็อาจล้มจมอยู่กับที่

แล้วจะมีใครสักกี่คนบนโลกใบนี้
ที่จะคอยยื่นมือให้ความช่วยเหลือเมื่อเราเจ็บปวด
เอาเข้าจริงในโลกใบนี้...เราจะมีใคร?
ใครที่เป็นของเราจริงๆ เกิดมาเพื่อเราจริงๆ

บทเรียนของการเดินถอยหลัง
ทำให้รู้ว่าความคาดหวัง มักมาพร้อมกับความผิดหวังเสมอ
เราคาดหวังว่าจะมีใครมาร่วมแบ่งปันความรู้สึก
คอยประคับประคองอยู่เคียงข้าง...คอยรับเมื่อเราล้ม
แล้วตั้งความหวังว่าเขาจะยืนอยู่เคียงข้างเราไปจนวันตาย
มีลมหายใจของกันและกันอย่างอบอุ่น

แต่ในโลกของความเป็นจริงก็คือ...เราต้องยืนด้วยตัวเองให้ได้
หายใจด้วยตัวเองให้ได้...ลุกด้วยตัวเองให้ได้
อ้อมแขนและลมหายใจของคนอื่น
เป็นเพียงส่วนประกอบ ที่ทำให้เราเต็มพร้อมสมบูรณ์

เราจำเป็นต้องก้าวเดินต่อไปให้ได้ แม้ไม่มีส่วนประกอบนั้นก็ตาม
ฉันได้เรียนรู้ว่า...ความฝันจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง
เพื่อลดความเจ็บปวดในชีวิต

เช่นเดียวกับความรัก
สิ่งที่เรามอบไปอย่างทุ่มเท...โดยไม่เคยคิดถึงความผิดหวังที่จะ ตามมา
มักทำให้เราเจ็บปวดจนสุดจะทน

ความรัก...เปลี่ยนแปลงได้
รอยเท้าของเราเหยียบย่ำไปท่ามกลางความสับสน
บางครั้งเข็มนาฬิกาก็เดินเร็วขึ้น...บางครั้งกลับเดินช้าลง
ทุกอย่างไม่เป็นดั่งที่วาดหวังไว้เสียที
เพราะเราควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้

ความคิดของเขา...อาจทำให้เราเจ็บปวดจนสุดจะทน
แต่เราก็ยังจำเป็นต้องมีชีวิตอยู่...เพื่อรับรู้ถึงความเจ็บปวด นั้น
ดังนั้นเมื่อมีน้ำตาและตัดสินใจว่าจะต้องเปลี่ยนแปลง อย่าหันกลับไปทางเดิม
เพราะเรากำลังจะเดินจากมันมา...อาจไม่ใช่เขาหรือเราเป็นคนไม่ดี

แต่ในบางเรื่อง...ก็อาจมีเหตุผลมากกว่าหนึ่งอย่าง
อย่าพูดว่าเราทำเพื่อเขา...แต่กลับเอาตัวของเราเป็นที่ตั้ง
เพราะนั่นไม่ใช่รักที่แท้จริง

ถ้าบนทางเดินที่ผ่านมาเราก้าวเร็วเกินไป
มองย้อนกลับไปดูตัวเองใหม่...แล้วหัดเดินให้ช้าลง

รู้ได้ไงว่าเพื่อน .. อยากเป็นแฟน

ถ้าคุณมีเพื่อนเป็นโขยงก็คงสนุกสนานเ ฮฮากันละซิ แต่บางคนไม่ได้มีเพื่อนมากขนาดนั้น ทว่าเห็นมีความสุขกันดีนี่นะ เพราะบางทีการมีเพื่อนเยอะ หรือเพื่อนน้อยก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย เนื่องจากความสำคัญของการมีเพื่อน มันอยู่ที่คุณภาพของบรรดาเพื่อน ๆ ที่คุณคบมากกว่านะจ๊ะ เพราะปริมาณไม่ได้บ่งบอกถึงคุณภาพเสมอไปสักหน่อยเนอะ

          ว่าแล้ว อยากเขียนถึงเรื่องเพื่อนฝูงนี่แหละ เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เพราะมีใครบางคนรู้สึกงง ๆ กับพฤติกรรมของเพื่อนสนิทน่ะสิ ว่า เอ๊ะ...ทำไมพฤติกรรมของเพื่อนที่เคยคบกันตามธรรมชาติของความเป็นเพื่อนทั่ว ๆ ไป ทว่าเดี๋ยวนี้ถึงได้เปลี่ยนไป โดยเฉพาะทำตัวไม่เหมือนเคยซะแล้ว

          เช่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน คุณกับเค้าซึ่งเป็นเพื่อนกันเนี่ย ไม่เจอกันทุกวันก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะทำงานหรือเรียนกันคนละแห่งนี่หว่า แล้วจะให้เจอกันทุกวันได้ไงล่ะ แต่เอ ทำไมเดี๋ยวนี้ เค้ากลับอยากเจอคุณทุกวัน แถมยังกระตือรือร้นที่จะเจอซะด้วยสิ ซึ่งหากวันไหนไม่ได้เจอ เค้าก็จะมาหาถึงถิ่นที่คุณเรียน หรือทำงานอยู่ หรือไม่งั้นจะโทรศัพท์ไปหา แบบว่าโทร.วันละหลาย ๆ หนซะด้วยนะ หนำซ้ำยังเลียบ ๆ เคียง ๆ ถามคุณด้วยว่า คุณมีแฟนรึยัง...อ้าวนี่จะมาไม้ไหนกันแน่จ๊ะเนี่ย



เหตุนี้จึงอาจทำให้คุณงงขึ้นมาก็ได้นะว่า เอ๊ะเดี๋ยวนี้เพื่อนเราทำไมถึงเปลี่ยนไปแบบแปลก ๆ หยั่งงี้ก็มีด้วยเรอะ...โถ อันที่จริง ถ้าเพื่อนเปลี่ยนไปบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องประหลาดนี่หว่า เพราะเพื่อนย่อมมีอารมณ์ขึ้น ๆ ลง ๆ หรือบางทีก็แสดงอาการบ้า ๆ บอ ๆ เอ๊ย ปรับเปลี่ยนไปเป็นหยั่งงู้นหยั่งงี้ได้ทุกวัน เหมือนปุถุชนทั่วไปนั่นแหละจ้า

          แต่เอ...ถ้าเค้าเล่นถามว่าคุณมีแฟนรึยังแบบนี้ละก็ เห็นทีคงมีอะไรทะแม่ง ๆ ยังไงอยู่นะ ซึ่งหากเค้าถามแค่นี้ ก็อาจตีความได้ว่า ก. แค่อยากรู้ก็ได้ว่าคุณมีแฟนรึยัง? ถ้ายังไม่มีจะได้ช่วยแนะนำให้ "คนมาจีบ" คุณก็ได้...แต่ทำไมมาห่วงกันตอนนี้ด้วยล่ะ? หรือไม่งั้น ข.ความอยากรู้อยากเห็นของเค้าคงอยาก "จีบ" คุณซะเองรึเปล่าก็ได้นะ

          ฮ้า!!! ถ้าเค้าซึ่งเป็นเพื่อนของคุณเนี่ยนะ เกิด "มีใจ" อยากเป็นแฟนคุณขึ้นมาจริง ๆ เอ้า งั้นเค้าก็ต้องมีพฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างที่บ่งบอกว่า "รักคุณเข้าแล้ว" ออกมาให้คุณรู้บ้างละน่า แล้วบังเอิ๊ญ บังเอิญ มีแซมเปิ้ลจะเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่ทำให้คุณรู้ได้ว่า เพื่อนชักไม่อยากเป็นแค่เพื่อน แต่อยากเป็นแฟนของคุณแทน ดังนี้ไงจ๊ะ....


1. เค้าอยากรู้และใส่ใจในเรื่องส่วนตัวของคุณน่ะซิ

          จากที่เคยรู้จักมักจี่กันผิวเผิน เพราะเวลาเม้าท์กันน่ะ มักคุยกันถึงเรื่องคนดัง ไฮโซ ดารา นักร้อง เพลงที่ชอบหรือไม่ชอบ รวมทั้งหนังเรื่องไหนดีหรือไม่ดี มากกว่าจะพูดถึงเรื่องตัวเองนี่หว่า แต่พอเค้าเริ่มหันมาสนใจคุณเข้าอย่างจังเบ้อเร่อ เหตุนี้เค้าถึงอยากรู้เรื่องราวส่วนตัวและราย
ละเอียดเกี่ยวกับคุณมากยิ่งขึ้นไงเล่า ถึงขนาดบางอย่างที่เค้ารู้เกี่ยวกับตัวคุณมาบ้างแล้ว เช่น คุณชอบสีอะไร? คุณชอบทานอะไร? หรือคุณชอบเพลงไหนเป็นพิเศษ? เค้าก็จะเพียรสอบถามคุณใหม่อีกครั้งว่าสิ่งที่เค้ารู้มานั้น ตอนนี้ความชอบดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงไปรึยัง พูดง่าย ๆ ก็คือ เค้าอยากอัพเดท (อยากได้ข้อมูลที่ทันสมัยขึ้น) นั่นเอง

          เพราะบางทีจากที่คุณเคยชอบสีฟ้า อาจเปลี่ยนไปชอบสีเขียวแล้วก็ได้ หรือจากที่คุณชอบทานส้มตำปู อาจเปลี่ยนมาชอบส้มตำปลาร้าแทน (โอ้โห คงกลิ่นหึ่งน่าดู) เค้าจะได้บันทึกสิ่งใหม่ ๆ เกี่ยวกับตัวคุณเอาไว้ไง เผื่อเวลาจะซื้อของขวัญมาให้คุณ (เชอะฝันไปเถอะ...เอ๊ย เค้าต้องนึกอยากให้ของขวัญในวันสำคัญที่เกี่ยวกะคุณแหงๆ) จะได้เลือกสีได้ถูกใจเด๊ะ ๆ น่ะซิ เอ้า ในเมื่อเค้าอยากเป็นมากกว่าเพื่อนก็ต้องเพิ่มดีกรีในความสนอกสนใจหยั่งงี้แหละ

2. เค้าพูดจาไพเราะเสนาะหูกว่าสมัยที่เป็นเพื่อนซะอีก

          อ้าว... ในเมื่อเค้าเปลี่ยนใจไม่อยากเป็นเพื่อนกะคุณแล้วนี่หว่า ดังนั้น จึงพยายามจะเอาชนะใจ ด้วยการพูดคุยซะใหม่ แบบสุภาพเรียบร้อยกว่าเดิมจนคุณรู้สึกได้ก็แล้วกันว่า ตอนที่คุณคุยกะเค้าน่ะ โอ๊ย เค้าใช้คำพูดราวกะคุณเป็นคนพิเศษสุดในชีวิตของเค้าเชียวนะ ขนาดคนในครอบครัวหรือแม้แต่เพื่อนคนอื่น ๆ เค้ายังไม่พูดหวานด้วยปานนี้เลย แล้วแบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าเค้าสนใจอยากเขียนใบสมัครเป็นแฟนของคุณ แล้วจะเรียกว่าอะไรดีล่ะ

3. เค้าชอบปรึกษาหารือกับคุณเกี่ยวกับเรื่องในอนาคต

          อย่างชอบถามคุณบ่อย ๆ ว่า เค้าควรเรียนต่อดีไหม? หากเค้าจบแค่ปริญญาตรีแล้วอยากเรียนต่ออะไรเงี้ยะ แล้วอาจหารือต่อไปด้วยว่า ควรเลือกเรียนคณะหรือมหาวิทยาลัยที่ไหนดี เรียนที่เมืองไทยหรือเมืองนอกถึงจะเข้าท่ามากกว่ากัน หรือชอบโทร.มาบอกคุณว่า เค้ามีโครงการที่จะทำอะไรในอนาคตบ้าง เช่น มีไอเดียที่จะเก็บตังค์ซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้วนะ ทั้ง ๆ ที่คุณยังไม่ได้ถามซะหน่อย แต่เค้าอยากบอกคุณนี่นา ต้องเข้าใจคนอินเลิฟหน่อยดี้

4. เค้ามักทำตัวให้ว่าง เพื่อที่จะไปไหน ๆ กับคุณได้ทุกที่ทุกเวลา

          โดยเฉพาะชอบชวนคุณไปดูหนัง ดูละครเวทีแนวรักโรแมนติก หรือถ้าคุณอยากไปไหนขึ้นมาแต่ไม่มีเพื่อน งั้นโทร.ไปชวนเค้าได้เลยจ้ะ จะมัวโอ้เอ้อยู่ทำไม เพราะเค้าอยากถูกคุณชวนจะตายชัก ยิ่งถ้าไม่มี กขค. (ก้างขวางคอ) ยิ่งดี! อู้หู...เล่นทุ่มเทเวลาให้ขนาดนี้ ก็แสดงว่าเค้าพร้อมทุ่มเทชีวิตและจิตใจให้คุณด้วยแหง ๆ แล้วจะใจอ่อนไหมล้า?

บ้านหลังเก่า...กำเนิดใหม่

posted on 03 Jul 2010 13:14 by katalovetempo

แบบว่า....

 

กลับมาบ้านหลังนี้...

 

กะว่าจะลงบทความ....

 

และกำลังใจดีๆ...

 

สำหรับทุกคน.....

บ้านแห่งกำลังใจ.....

 

 

edit @ 3 Jul 2010 13:16:41 by LoveLoveChoiSeungHyun